วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

อารมณ์ดี...ใครก็อยากเข้าใกล้

วันนี้ ไปร่วมงานสอบนักเีรียน ซึ่งต้องสอบเต้นลีลาส เป็นงานเลี้ยงค่อนข้างใหญ่ พิธีกร น่ารักมาก อายุเยอะ แล้วแต่ดูมีเสน่ห์ ก็เลยอยากจะมาบอกเล่า ถึงความประทับใจ
1. ยิ้มง่าย
2. พูดคุยกับทุกคน
3. รู้จักชื่อ สามารถเรียกชื่ือได้อย่างถูกต้องไม่เคอะเขิน
4. มีอารมณ์ขัน
5. บุคลิกดี รวมถึงการแต่งกาย แต่งหน้า บุคลิกภาพ
6. มีความรู้ดี
7. สะอาด
8. มีวาจาไพเราะ ยามพูดจะเปื้อนรอยยิ้มอยู่เสมอ
9. มีมนุษยสัมพันธ์ดี

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิสัยทัศน์กับผู้บริหาร

การพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา



ชลาลัย นิมิบุตร[*]



วิสัยทัศน์ (Vision) เป็นคำที่นักวิชาการได้ให้ความสนใจ และพยายามให้ความหมายแตกต่างกันไปมากมาย จนอาจเกิดความสับสนว่ากำลังกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร หรือวิสัยทัศน์ขององค์กรกันแน่ อย่างไรก็ตามความหมาย ของวิสัยทัศน์สามารถสรุปได้ในแนวทางเดียวกันคือ วิสัยทัศน์ หมายถึง ภาพในอนาคตขององค์กรซึ่งได้มาจากปัญญา ความคิดโดยภาพนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง มีความเป็นไปได้ ดึงดูดใจให้ปฏิบัติตาม สอดคล้องกับเป้าหมายและภาระหน้าที่ขององค์กรอันจะทำให้องค์กรมีสภาพดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากความหมาย ของวิสัยทัศน์จะเห็นว่า วิสัยทัศน์มีลักษณะเป็นภาพ สถานศึกษาไม่สามารถที่จะสร้างภาพด้วยตนเองได้ แต่จะมองเห็นอนาคตขององค์กรผ่านผู้บริหารสถานศึกษาว่าจะกำหนดทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของสถานศึกษาอย่างไรจึงจะเหมาะสม ดังนั้นวิสัยทัศน์ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้จะหมายถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนจะต้องมีเพื่อนำการเปลี่ยนแปลง มาสู่สถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตรเช่นในปัจจุบัน และผู้เขียนจะขอนำเสนอแนวทางในการพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามกรอบแนวคิด ดังนี้



การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์


แนวคิด ความหมาย และความสำคัญของวิสัยทัศน์



วิสัยทัศน์ หมายถึง ภาพในอนาคตขององค์กรที่ผู้บริหารและสมาชิก ขององค์กรร่วมกันวาดฝัน หรือจินตนาการขึ้นโดยมีพื้นฐานอยู่บนความจริง ในปัจจุบัน เชื่อมโยงวัตถุประสงค์ ภารกิจ ค่านิยม และความเชื่อมั่นเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งพรรณนาให้เห็นทิศทางของสถานศึกษาอย่างชัดเจน มีพลังท้าทาย ทะเยอทะยาน และมีความเป็นไปได้ (รุ่ง, 2539: 129) วิสัยทัศน์จึงเป็นเสมือนพิมพ์เขียวของสภาพที่ต้องการเพื่อให้ทุกคนทำงานไปสู่ความสำเร็จในอนาคต วิสัยทัศน์ได้มาจากการวิเคราะห์ปัญหาขององค์กรบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ร่วมกับการระดมความคิดหาแนวทางแก้ปัญหานั้นเพื่อให้ได้มา ซึ่งองค์กรอันพึงประสงค์ในอนาคต (บัณฑิต, 2540: 27) วิสัยทัศน์เป็นเรื่องของทุก ๆ คน แต่วิสัยทัศน์ไม่สามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้ หากไม่ได้รับการปลูกฝัง ไม่ได้รับการเรียนรู้จากสังคม (เกรียงศักดิ์, 2541: 65)



วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของผู้บริหารในการดำเนินกิจกรรมขององค์กร หากผู้บริหารปราศจากวิสัยทัศน์ก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและดำรงรักษาความเป็นองค์กรที่ดีไว้ได้ (Sergiovanni, 1987: 73) วิสัยทัศน์ทำให้ผู้บริหารมองเห็นว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่แท้จริงขององค์กร และสามารถกำหนดภาพในอนาคตขององค์กรได้ว่าต้องการให้เป็นอย่างไร เพื่อกำหนดกิจกรรม และแนวทางปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จตามต้องการโดยไม่เสียเวลากระทำการในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และยังเป็นแรงกระตุ้นให้สมาชิกขององค์กรปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจอย่างเป็นพิเศษยิ่งกว่าธรรมดา (Duke, 1987: 51) วิสัยทัศน์จะช่วยสร้างความผูกพันและร้อยรัดพลังของสมาชิกเพื่อการบรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์จะสามารถสร้างวิสัยทัศน์ให้กับองค์กร และเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นสภาพที่เป็นจริง มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดคืออะไร จะต้องทำอะไร และทำอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น วิสัยทัศน์ที่แจ่มแจ้งชัดเจนนั้นมาจากการเข้าใจองค์กรอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง งานวิจัยและวรรณกรรมต่าง ๆ ได้ยืนยันว่า วิสัยทัศน์เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผู้บริหาร (เสริมศักดิ์, 2538: 6)



วิสัยทัศน์เป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมี และจะต้องเผยแพร่วิสัยทัศน์นั้นไปสู่คณะครู เพื่อให้สมาชิกกระทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมุ่งหวังให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้น (Davis and Thomas, 1989: 22-23) การมีวิสัยทัศน์อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องกระทำให้ได้คือ การทำให้สมาชิกมีจิตผูกพันกับวิสัยทัศน์ สามารถหล่อหลอมวิสัยทัศน์นั้นลงสู่นโยบาย แผนงาน และกิจวัตรประจำวันภายในองค์กร ยินดีเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อปฏิบัติงานต่าง ๆ ให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้น (Caldwell and Spinks, 1990: 174)

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษานอกจากจะมีวิสัยทัศน์แล้ว ยังต้องมีความสามารถในการเผยแพร่วิสัยทัศน์ให้สมาชิกเข้าใจ ยอมรับ และปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ให้บรรลุผลด้วย



มิติของวิสัยทัศน์



Braun (1991: 26) ได้กำหนดมิติของวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาเป็น 3 มิติ คือ การสร้างวิสัยทัศน์ (Formulated Vision) การเผยแพร่วิสัยทัศน์ (Articulated Vision) และการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ (Operational Vision)



การสร้างวิสัยทัศน์ หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสร้างภาพในอนาคตของสถานศึกษาได้อย่างชัดเจนว่าประสิทธิผลที่ดีที่สุดของสถานศึกษาที่ต้องการอย่างแท้จริงคืออะไร ทั้งนี้โดยอาศัยทักษะการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสังเคราะห์ข้อมูลของผู้บริหารสถานศึกษา

Locke et al. (1991: 53-54) ได้เสนอแนวคิดว่า การสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารได้มาจากวิธีการดังต่อไปนี้



1. โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล หมายถึง การสนทนาพูดคุย และ ฟังความคิดเห็นจากบุคคลต่าง ๆ ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร



2. โดยกระบวนการจัดกระทำข้อมูล หมายถึง การวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อนำไปกำหนดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารซึ่งต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้บริหารในเรื่อง การมีสายตายาวไกล ความเข้าใจ วัฒนธรรมขององค์กร ความเข้าใจถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและแนวโน้มของโลกในอนาคต ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมขององค์กร ความสามารถในการคาดคะเนแรงต่อต้านที่อาจจะเกิดขึ้น ความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความคิดเห็นของตนเองได้ตลอดเวลา



3. โดยการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของตนออกมาเป็นถ้อยคำได้อย่างชัดเจน มีพลังในการกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร ทั้งนี้ถ้อยคำ ที่แสดงวิสัยทัศน์นั้นควรมีลักษณะย่นย่อ ชัดเจน ท้าทาย มุ่งอนาคต มั่นคง ปรารถนาที่จะบรรลุให้ได้



4. โดยการประเมินผลเป็นระยะ หมายถึง การทดสอบว่าวิสัยทัศน์นั้นสอดคล้องกับความรู้ความสามารถของสมาชิกในองค์กรหรือไม่ หากได้คำตอบปฏิเสธ ผู้บริหารก็จะต้องนำวิสัยทัศน์นั้นมาพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนต่อไป



เสริมศักดิ์ (2538: 4) ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า การสร้างวิสัยทัศน์ เป็นการสร้างความฝันที่เป็นจริง หรือเป็นการสร้างพิมพ์เขียวขององค์กรที่มีความเป็นเลิศในอนาคต การสร้างวิสัยทัศน์จะต้องศึกษาองค์กรอย่างลึกซึ้ง มีข้อมูลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับจุดเด่น จุดด้อยของบุคคล สถานที่ ทรัพยากร และเวลา วิสัยทัศน์ ที่สร้างขึ้นจำเป็นต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม วิธีการที่ดีอย่างหนึ่งในการสร้างวิสัยทัศน์ก็คือ การสร้างวิสัยทัศน์โดยการให้มีส่วนร่วม (Shared Vision) ในขณะที่สมศักดิ์ (2540: 13) มีความคิดเห็นว่า การสร้างวิสัยทัศน์ควรกำหนดขึ้นโดยผู้บริหาร (Leader Initiate) มิได้กำหนดโดยกลุ่มบุคคล ซึ่งผู้บริหารที่ดีจะต้องรู้จักสนทนาและรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกแล้วนำมาพิจารณาว่าโลกปัจจุบันเป็นเช่นไร นำข้อมูลผนึกเข้าเป็นวิสัยทัศน์ แล้วหาวิธีการที่จะมุ่งสู่วิสัยทัศน์นั้น ในการสร้างวิสัยทัศน์จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลธรรม จริยธรรม เพื่อให้ทิศทางที่จะมุ่งไปมีความถูกต้อง ตัวแปรที่สำคัญในการสร้างวิสัยทัศน์คือ ทักษะด้านความคิดรวบยอด (Conceptual Skills) อันเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งของผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์(Creative Thinking) ที่พัฒนาให้ผู้บริหารมองกว้าง คิดไกล ทันสมัย และเฉียบแหลม



การเผยแพร่วิสัยทัศน์ หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสื่อสารให้สมาชิกมีความเข้าใจในวิสัยทัศน์ของตนได้อย่างชัดเจน ยอมรับ และเต็มใจที่จะปฏิบัติงานทั้งหลายเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้น



Ellis and Joslin (1990: 8) มีความเห็นว่า การสร้างวิสัยทัศน์ขึ้นมาได้นั้นยังไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการเผยแพร่วิสัยทัศน์ไปยังสมาชิกทุกคนขององค์กรให้มีความคิดเห็นคล้อยตาม และเต็มใจที่จะปฏิบัติกิจกรรมทั้งหลายเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้นซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือ การให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งไปยังวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาที่กำหนดไว้ นั่นคือ เปลี่ยนสภาพของวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลเป็นวิสัยทัศน์ของส่วนรวม จุดมุ่งหมายของการเผยแพร่วิสัยทัศน์คือ การทำให้สมาชิกขององค์กรยอมรับวิสัยทัศน์นั้น เป็นของตน ผู้บริหารจึงต้องมีศิลปะในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและค่านิยมของสมาชิก มีวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิผลในการอธิบายและโน้มน้าวให้สมาชิกขององค์กรเข้าใจและยอมรับวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง



การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ หมายถึง การที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติจริงได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้โดยวิธีการหลอมวิสัยทัศน์ของตนลงไปสู่นโยบาย เป้าหมาย แผนงาน โครงการ กิจวัตรประจำวันของสถานศึกษา และโดยการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคณะครู



Sashkin (1988: 247) ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ได้ 2 แนวทาง คือ



1. โดยการหลอมวิสัยทัศน์นั้นลงในปรัชญาของสถานศึกษา และกำหนดนโยบาย โครงการ เพื่อนำปรัชญาของสถานศึกษาไปปฏิบัติจริง



2. โดยการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกแต่ละคน ซึ่งผู้บริหาร

สถานศึกษาควรมีคุณลักษณะ 5 ประการ คือ มีทักษะการสื่อสารที่ดี แสดงออกถึงวิสัยทัศน์ของตนอย่างเด่นชัด วางตนให้เป็นที่ไว้วางใจได้ มีความมั่นใจในตนเอง และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น



การนำวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติจะบรรลุผลเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะการมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ การเป็นผู้สื่อสารที่ดี และความสามารถในการทำงานร่วมกับบุคคลที่มีลักษณะต่าง ๆ ได้ทุกสถานการณ์ (Scheive and Schoenheit, 1987: 102)

สรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป้าหมายชัดเจน การตั้งเป้าหมายว่าองค์กรจะไปทางใดนั้นเป็นภารกิจเพียงครึ่งเดียวของผู้บริหารสถานศึกษา ภารกิจอีกครึ่งหนึ่งก็คือ ผู้บริหารจะต้องเผยแพร่หรือสื่อสารให้สมาชิกทราบในวิสัยทัศน์ของตน มีความเห็นพ้องกันในวิสัยทัศน์นั้น และร่วมพลังในการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์



เครื่องมือวัดวิสัยทัศน์



เครื่องมือวัดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถตรวจสอบวิสัยทัศน์ได้ครอบคลุมสาระสำคัญมากกว่าเครื่องมือชนิดอื่น คือ Leadership Vision Questionnaire-Principal (LVQ-P) ซึ่งสร้างขึ้นโดย Braun (1991) และศาสตราจารย์ ดร.เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ได้แปลและปรับให้สอดคล้องกับบริบทของไทย ลักษณะเครื่องมือประกอบด้วยข้อคำถาม 32 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ช่วงคะแนน เพื่อตรวจสอบวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา 3 มิติ คือ การสร้างวิสัยทัศน์ การเผยแพร่วิสัยทัศน์ และการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ โดยมีวิธีการคิดคะแนน 2 ระดับคือ ระดับที่ 1 คิดคะแนนรวมแยกเป็นแต่ละมิติ และระดับที่ 2 คิดคะแนนเฉลี่ยของคะแนนรวมทั้ง 3 มิติ จะได้คะแนนที่เป็นค่าแสดงถึงระดับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาแต่ละคน ซึ่งได้กำหนดการแปลค่าคะแนนเฉลี่ยของแบบวัดวิสัยทัศน์ไว้ดังนี้



1.00 – 1.80 แสดงว่า มีวิสัยทัศน์อยู่ในระดับต่ำ

1.81 – 3.20 แสดงว่า มีวิสัยทัศน์อยู่ในระดับปานกลาง

3.21 – 4.00 แสดงว่า มีวิสัยทัศน์อยู่ในระดับสูง



การวัดวิสัยทัศน์จะช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถประเมินตนเองได้ว่ามีวิสัยทัศน์อยู่ในระดับใด วิสัยทัศน์ในมิติใดที่สมควรได้รับการพัฒนาเพื่อให้เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ดี ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพัฒนาวิสัยทัศน์ได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้



แนวทางในการพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา



วิสัยทัศน์มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมความรอบรู้และประสบการณ์ที่มากพอ วิสัยทัศน์สามารถสร้างได้ พัฒนาได้



การสร้างวิสัยทัศน์



ในการสร้างวิสัยทัศน์มีประเด็นที่ควรพิจารณา ดังนี้



1. ผู้บริหารจะต้องเข้าใจองค์กร ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเข้าใจองค์กรอย่างลึกซึ้ง เข้าใจภารกิจ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์เดิมขององค์กร เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กร เข้าใจความต้องการและค่านิยมของสมาชิก ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องวิเคราะห์องค์กรเพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อนขององค์กร



2. ผู้บริหารจะต้องเข้าใจสภาพแวดล้อม เนื่องจากสถานศึกษาเป็นระบบสังคมซึ่งได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นจะต้องศึกษาสภาพปัจจุบันของสิ่งแวดล้อม และศึกษาแนวโน้มของสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมเพื่อแสวงหาโอกาส และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรืออุปสรรค



ทั้งนี้การที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะเข้าใจองค์กรและสภาพแวดล้อมนั้นจำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่ทันสมัยและเชื่อถือได้ การแสวงหาข้อมูลจึงต้องหาข้อมูลทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ



ในการสร้างวิสัยทัศน์นั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในด้านต่อไปนี้ (เสริมศักดิ์, 2538:27)

1. การมองการณ์ไกล

2. การมองย้อนกลับไปข้างหลัง

3. การมองผลกระทบและแนวโน้มต่าง ๆ

4. การมององค์กรในภาพรวม

5. การคาดคะเนแรงต่อต้านต่าง ๆ

6. การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร

7. การมีความมุ่งมั่นหรือความสนใจที่จะเปลี่ยนแปลง

8. การทดสอบว่าวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายของ

องค์กร และความสามารถของสมาชิกในองค์กรหรือไม่



การเผยแพร่วิสัยทัศน์



เมื่อผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสร้างวิสัยทัศน์ขึ้นมาได้แล้วจำเป็นต้องเผยแพร่วิสัยทัศน์นั้นให้สมาชิกได้รับรู้ เข้าใจ และยอมรับ เพื่อเปลี่ยนสภาพวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลให้เป็นวิสัยทัศน์ขององค์กร เพราะสมาชิกจะไม่ทำงานเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่ผู้บริหารสร้างขึ้นหากสมาชิกไม่ยอมรับในวิสัยทัศน์นั้น ดังนั้น จึงควรให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น วิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นจะกลายเป็นภารกิจที่จะต้องลงมือปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น การเผยแพร่วิสัยทัศน์จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างวิสัยทัศน์ ภารกิจ และการปฏิบัติ



ในการเผยแพร่วิสัยทัศน์นั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้



1. ทักษะในการติดต่อสื่อสาร ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะในการพูด การฟัง การเขียน และการแสดงภาษาท่าทาง เพื่อให้สมาชิกเข้าใจวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้น



2. ทักษะในการทำตนเป็นแบบอย่าง (Role Model) เนื่องจากวิสัยทัศน์ ที่สร้างขึ้นจะกลายเป็นภารกิจขององค์กร ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรแสดงให้เห็นว่า วิสัยทัศน์นั้นมีความเป็นไปได้ สามารถปฏิบัติให้บรรลุผลได้โดยการปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง ซึ่งการทำตนเป็นแบบอย่างนี้ผู้บริหารจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำ เสมอ



การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์



การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ เป็นการนำวิสัยทัศน์ที่สร้างไปสู่การปฏิบัติจริงโดยความร่วมมือ ทุ่มเทกำลังกาย ความคิด และความพยายามของสมาชิก เพื่อให้วิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นนั้นเป็นผลสำเร็จ นั่นคือเป็นการรวมพลังเพื่อบรรลุสภาพการณ์ในอนาคตที่พึงปรารถนา ซึ่งเป็นการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องบูรณาการวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นให้เข้ากับปรัชญา นโยบาย แผนงาน และโครงการของสถานศึกษา และปฏิบัติตามจนกระทั่งบังเกิดผล



ในการปฏิบัติตามวิสัยทัศน์นั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในด้านต่าง ๆ ดังนี้



1. ทักษะในการบริหารการเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ จำเป็นจะต้องนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กร เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนวิธีดำเนินการเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่แตกต่างหรือสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงต่อต้าน ความวิตกกังวล ความเครียด และความขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารจึงควรพัฒนาทักษะในการบริหารการเปลี่ยนแปลง

2. ทักษะในการทำงานกับคน การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์เป็นการรวบรวมพลังทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรมนุษย์ ผู้บริหารจึงควรพัฒนา การสื่อสารแบบ 2 ทางระหว่างผู้บริหารกับสมาชิกใน 3 ประเด็น คือ ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และการยอมรับความคิดเห็น



3. ทักษะการสร้างแรงจูงใจ การทำงานของสมาชิกในองค์กรเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างความสามารถและแรงจูงใจ ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีทักษะในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดแก่สมาชิก



4. ทักษะในการมอบหมายงาน ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีทักษะในการมอบหมายงาน ทั้งนี้เพราะการมอบหมายงานจะทำให้เกิดการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีอิสระในการทำงาน เกิดความผูกพัน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และมีความรับผิดชอบมากขึ้น



5. ทักษะในการปรับโครงสร้างองค์กร ผู้บริหารสถานศึกษาควรปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ



การประเมินผลเพื่อการปรับปรุงและแก้ไข



วิสัยทัศน์ทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถกำหนดภาพในอนาคต ที่ต้องการได้ ขณะเดียวกันผู้บริหารก็ต้องทำการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง เพื่อนำสถานศึกษาไปสู่วิสัยทัศน์ที่กำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก และมักจะล้มเหลว เนื่องจากธรรมชาติของบุคคลก็ดี ขององค์กรก็ดีย่อมมีการต่อต้านเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีการประเมินผลเป็นระยะเพื่อทดสอบว่าวิสัยทัศน์นั้นสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร สอดคล้องกับความสามารถของสมาชิกในองค์กรหรือไม่ หากได้คำตอบปฏิเสธ ผู้บริหารสถานศึกษาก็จะต้องนำวิสัยทัศน์นั้นมาพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนต่อไป ผู้บริหารที่ดีควรมองการสร้างวิสัยทัศน์ การเผยแพร่วิสัยทัศน์ การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ และการประเมินผล เพื่อการปรับปรุงและแก้ไขให้มีความเชื่อมโยงกัน



บทสรุป



วิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นคุณสมบัติของผู้บริหารที่สามารถมองเห็นภาพในอนาคตของสถานศึกษาที่ต้องการจะให้เป็นไปได้อย่างชัดเจนโดยภาพนั้นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของสถานศึกษา มีความเป็นไปได้ และสามารถมองเห็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำสถานศึกษาให้บรรลุความต้องการนั้น วิสัยทัศน์เป็นภาพอันชัดเจนที่สะท้อนให้เห็นเป้าหมาย ค่านิยม ปรัชญา และความเชื่อที่สมาชิกของสถานศึกษาร่วมกันยึดถือ วิสัยทัศน์ที่แท้จริงต้องเป็นวิสัยทัศน์ร่วมที่สมาชิกช่วยกันผลักดันสานฝัน อันเป็นผลจากความสามารถคิดอ่านผสานเข้ากับประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมของสมาชิก และเป็นผลจากความสามารถในการเก่งคิด เก่งคน และเก่งงานของผู้บริหารสถานศึกษา วิสัยทัศน์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน



วิสัยทัศน์เป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมี เพราะวิสัยทัศน์เป็น Roadmap ให้ทุกคนในสถานศึกษาได้ใช้เป็นประทีปนำทางในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ที่แท้จริงนั้นจะต้องมีกระบวนการลีลาของวิสัยทัศน์ครบทั้ง 3 มิติคือ คิดได้ (การสร้างวิสัยทัศน์) สื่อเป็น (การเผยแพร่วิสัยทัศน์) และโน้มนำให้มีการปฏิบัติล่วงหน้า (การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์) พร้อมทั้งมีการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบด้วย



เอกสารและสิ่งอ้างอิง



เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. 2541. มองฝันวันข้างหน้า: วิสัยทัศน์ประเทศไทย

ปี 2560. กรุงเทพฯ: ซัคเซส มีเดีย.



บัณฑิต แท่นพิทักษ์. 2540. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ อำนาจ ความศรัทธา

และความพึงพอใจ ในงานของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์

ปริญญาเอก, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ประสานมิตร.



รุ่ง แก้วแดง. 2539. รีเอ็นจิเนียริ่งระบบราชการไทย ภาค 2. กรุงเทพฯ:

สำนักพิมพ์มติชน.



สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์. 2540. วิสัยทัศน์ (VISION): พลังแห่งความสำเร็จ.

การศึกษาเอกชน 7(70): 13-14.



เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์. 2538. วิสัยทัศน์ของผู้บริหารการศึกษา. ในประมวล

สาระชุดวิชาประสบการณ์วิชาชีพมหาบัณฑิตบริหารการศึกษา. เล่มที่ 1.

หน่วยที่ 1. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.



Braun, J. B. 1991. An analysis of principal leadership vision and its

relationship to school climate. Dissertation Abstracts International

52 (04): 1139-A.



Caldwell, B. J. and J. M. Spinks. 1990. The Self- Managing School. London:

The Falmer Press.

Davis, G. A. and M. A. Thomas. 1989. Effective Schools and Effective

Teachers. Boston: Allyn and Bacon.



Duke, D. L. 1987. School Leadership and Instructional Improvement.

New York: Random House.



Ellis, N. E. and A. W. Joslin. 1990. Shared Governance and Responsibility:

The Keys to Leadership, Commitment and Vision in School Reform.

U.S. Department of Educational Design and Management School of

Education.



Locke, E. A., et al. 1991. The Essence of Leadership: The Four Keys to

Leading Successfully. New York: Lexington Books.



Sashkin, M. 1988. The visionary principal: School leadership for the next

century. Education and Urban Society 20 (3): 239-249.



Sergiovanni, T. J. 1987. Educational Governance and Administration.

2 nd ed. Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice Hall, Inc.



Sheive, L. T. and M. B. Schoenheit. 1987. Vision and the work life of

educational leaders. Leadership: Examining the Elusive.

Yearbook of the Association for Supervision and Curriculum

Development.



[*] นิสิตปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

4Q


9Qกับผู้นำ
หากเมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ (Leader) แล้ว เราจะพบว่า 9 ความฉลาด หรือที่เรียกว่า (9Q) จำเป็นที่จะเข้ามามีบทบาทต่อผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ภาวะผู้นำเสมอ ซึ่งมีความสำคัญและอาศัยการฝึกฝนเพื่อสามารถนำไปพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน ได้ไม่น้อย และเป็นสิ่งที่องค์กรควรสนับสนุนพัฒนาคนในองค์กรของตนเอง
การ ดำเนินชีวิตในโลกยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการอยู่ร่วมกันในสังคม คนเราจะหลีกเลี่ยงปัญหาภายนอกไม่ให้เข้ามากระทบชีวิตของเราไม่ได้ ปัญหาสังคมต่างๆนั้นมักเกิดขึ้นจากการอยู่รวมกันในสังคม การแก้ไขปัญหาของแต่ละคนจะมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าประสบการณ์เดิมของแต่ละคนเป็นอย่างไร มีพื้นฐานครอบครัวอย่างไร มีการเรียนรู้อย่างไร ซึ่งจะแตกต่างกันไป ดัง นั้นกระบวนการคิดและมีวิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ เรารู้จักแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะประกอบไปด้วยกัน 3 ประการคือ “คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น” ซึ่งตรงตามปรัชญาทางการศึกษา และความมุ่งหวังของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ใน องค์กรย่อมต้องการผู้นำที่ฉลาดในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ การที่จะคัดเลือกบุคคลใดขึ้นมาเป็นผู้นำ ก็ต้องดูจากองค์ประกอบหลายๆอย่าง สิ่งที่สำคัญก็คือ คนที่จะเป็นผู้นำได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากคนภายในองค์กรนั้นๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า คนเราไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำได้ หากปราศจากการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน หรือจากผู้บังคับบัญชา ดังภาษิตจีนโบราณที่บอกว่า "นกไร้ขน คนไร้เพื่อน ยากจะขึ้นสู่ที่สูงได้" ด้วย เหตุนี้คนที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำได้ ต้องมีเพื่อนมีหัวหน้าที่ดี คอยให้การสนับสนุนไม่เช่นนั้น ย่อมยากที่จะเจริญก้าวหน้าในการงานได้โดยง่าย อีกทั้ง ต้องเป็นคนเก่ง โดยที่ต้องเก่งทั้งในการบริหารจัดการตนเอง และการบริหารจัดการผู้อื่นให้สามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด ซึ่งเครื่องมือในการพัฒนาตนเองให้กับคนเราได้นั้น ก็คือ ความฉลาดของมนุษย์ ซึ่ง ปัจจุบันได้แตกออกไปหลายด้าน แต่ละด้านมีองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในการทำงานเช่นกัน เช่น AQ PQ MQ LQ CQ หรือบางแห่งก็แบ่งออกไปตั้งแต่ AQ-ZQ เลยทีเดียวแต่ครั้งนี้จะขอเอ่ยถึงเพียง 9 ความฉลาด หรือที่เรียกว่า (9Q) หากเมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ (Leader) แล้ว เราจะพบว่า 9 ความฉลาด หรือที่เรียกว่า (9Q) จำเป็นที่จะเข้ามามีบทบาทต่อผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ภาวะผู้นำเสมอ ซึ่งมีความสำคัญและอาศัยการฝึกฝนเพื่อสามารถนำไปพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานได้ไม่น้อย และเป็นสิ่งที่องค์กรควรสนับสนุนพัฒนาคนในองค์กรของตนเอง มาทำความรู้จักกับ 9Q ที่ว่า ดังต่อไปนี้
1. IQ : Intelligence Quotient หมายถึง ความฉลาดทางสติปัญญา เชาวน์ไหวพริบ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาในการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งแน่นอนว่า คนเราจะต้องใช้สติปัญญาที่จะคิดสร้างสรรค์งานต่างๆ ออกมา คิดหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน โดยคนเราสามารถเสริมสร้าง IQ ได้โดยการเรียนรู้ การฝึกอบรม การหาความรู้เพิ่มเติมนั้นเอง ซึ่งความฉลาดทางด้านปัญญา ถือเป็น Q แรกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เนื่องจาก IQ ของคนเราจะเป็นตัวกำหนดว่าเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์อย่างไหนควรจะต้องทำอย่างไร หากถ้าในกรณีของคนที่มี IQ ต่ำ จะเกิดปัญหาในการคิด เพื่อจะตัดสินใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
2. EQ : Emotional Quotient หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์มีความสามารถในการระงับอารมณ์ เพื่อให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีทักษะสร้างสรรค์ มีจิตนาการ มี การดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขทั้งกายและใจ พอใจในสิ่งที่ตนเองมี เพียงเห็นคุณค่าในตนเอง เชื่อมั่น มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน รู้จักผ่อนคลาย มีความสงบทางจิตใจ อาจทำได้โดยการฝึกสมาธิบ่อยๆ เพราะหากมีสมาธิแล้วก็ทำให้เกิดปัญญา ไม่ตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์ความรู้สึก ควรใช้เหตุและผลในการตัดสินใจแทน มีการแสดงออกด้านอารมณ์ที่เหมาะสม จะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การที่แสดงออกด้านอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม จะทำให้มีความเหมาะสมในการขึ้นตำแหน่งด้วย
3. AQ : Adversity Quotient หมายถึง ความ ฉลาดในการเผชิญปัญหา หรือความสามารถที่จะเผชิญกับความยากลำบาก ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตประจำวันของเราต้องเผชิญกับปัญหา ความยุ่งยากสถานการณ์ที่วุ่นวายหรือวิกฤตต่างๆ มากทั้งที่บ้านและที่ทำงาน คนที่มีความสามารถที่จะจัดการปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมอาจจะเรียกว่า เป็นพฤติกรรมที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ไม่ท้อถอยต่อความยากลำบาก ไม่ยอมแพ้กลางคัน ซึ่งสามารถเปรียบได้กับนักไต่เขา ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งกว่าจะถึงยอดเขา ความฉลาดในการเผชิญปัญหา นั้นสามารถวัดได้โดยใช้แบบทดสอบ Adversity Response Profile (ARP) ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงระดับคะแนน ซึ่งจะแบ่งคุณลักษณะของคนออกเป็น 3 กลุ่มได้ ดังนี้คือ
1) คนขี้แพ้ (Quitters) คือ คนที่รู้สึกกลัว กังวลที่จะเผชิญกับความท้าทายที่ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขา และล้มเลิกเมื่ออยู่บนตำแหน่งที่สูงกว่าหน่อย ไม่สนใจต่อการปีนป่ายไปข้างหน้า เมื่อความยุ่งยากหรือวิกฤติเข้าจู่โจมของระบบการทำงานของคนแบบนี้จะพังไปได้ อย่างง่ายดาย ซึ่งคนกลุ่มนี้คงไม่เป็นที่ต้องการขององค์กร การทำงานใดๆ ก็คงไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
2) คนที่ล้มเลิกกลางทาง (Campers) คน ในกลุ่มนี้นั้นจะมีลักษณะของการปีนเขาที่เมื่อปีนไปถึงตรงกลางของภูเขาแล้ว รู้สึกเหนื่อยล้า จะพยายามหาที่ที่ตนเองรู้สึกสบายเพื่อตั้งแคมป์พักอาศัยโดยไม่พยายามที่จะ ปีนเขาต่อไป แม้ว่าคนเหล่านี้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ แต่คนเหล่านี้จะไม่พยายามหรือเสียสละให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากระบบการทำงานของเขาเหล่านี้ถูกขัดขวางหรือรู้สึกถึงข้อจำกัดว่าไม่มีความ สามารถที่จะไปต่อได้แล้ว เขาก็จะล้มเลิกไปเอง
3) ผู้เอาชนะ (Climers) คือ นักไต่เขาตัวจริง จะอุทิศตัวสำหรับการไต่เขา ระบบการทำงานของเขาจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และสติปัญญาเพื่อไปให้ถึงยอดเขา มีความทรหดอดทนและชอบความท้าทาย ซึ่งทำให้สามารถพิชิตยอดเขาได้ การที่องค์กรมีคนที่มี AQ สูง มาก จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ โดยที่องค์กรสามารถสนับสนุนได้โดยการกำหนดเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจน ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าภูเขาลูกไหนกันแน่ที่เราจะต้องปีนให้ถึงยอด
- การ สร้างแรงจูงใจ กำหนดรางวัลที่จูงใจให้พนักงานทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และควรเป็นรางวัลสำหรับการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
- การมอบอำนาจให้ทีมงาน เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด และควรสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตามสมควร
- การสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เช่น ใช้อารมณ์ขันเพื่อลดความเครียด เอาใจใส่ในทุกข์สุขจากหัวหน้า จะเป็นกำลังใจอย่างมหาศาลแก่ลูกน้องด้วย
- การพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานอยู่เสมอ ไม่ให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และความรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไม่สามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้
- และเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือซ้ำเติมกันเอง แต่ต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ในขณะเดียวกันหากใครทำดี ควรช่วยกันชื่นชมยกย่องเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับทีม
- ควรมีการฉลองเมื่อทำงานเสร็จ เพื่อสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจแก่ทีมงาน ทำให้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ส่งผลถึงการทำงานครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น
4. BQ : Business Quotient หมายถึง ความ ฉลาดทางธุรกิจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดขององค์กร การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้นำต้องมีความรู้ความชำนาญและความสามารถในงานที่ทำอยู่ ต้องสามารถคิดเป็นขั้นเป็นตอนได้ สามารถมองเห็นความต้องการของลูกค้าในอนาคต และหาแนวทางในการวางแผน เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น รวมไปถึงการหาโอกาสในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้าได้ ต้องสามารถสร้างความแตกต่างในการทำธุรกิจของตนเอง เพื่อให้ก้าวล้ำคู่แข่งขันรายอื่นๆให้ได้มากที่สุด
.................................................................................................
วันนี้ ขอบันทึกเพียง 4 Q ก่อน และจะมานำเสนอใหม่ในครั้งต่อไป แล้วพบกันใหม่

43 วิธีพัฒนาบุคลิกภาพ+ทำให้คนดีๆสนใจ


43 วิธีพัฒนาบุคลิกภาพ+ทำให้คนดีๆสนใจ
สุขภาพ+ภาษาอังกฤษ Add comments


[ state.md.us ]
ภาพประกอบ > Thank [ state.md.us ]

ศาสตราจารย์ริ ชาร์ด ไวส์แมน ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตวิทยา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘Think A Little Change A Lot’ = “คิดเล็กๆ (ที่ทำให้) เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” แนะนำวิธีทำตัวให้อายุยืนอย่างเป็นสุข ตีพิมพ์สรุปย่อใน ‘MailOnline‘ ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

(1). Find Happiness = แสวงหาความสุข

(1.1). keep a diary = เขียนไดอารี
• แทน ที่จะบ่นไปเรื่อยๆ จนคนรอบข้างหนีหายไปหมด ให้ลองเขียนไดอารี หรือบันทึกความจำ ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นทั้งกายและใจ, ถ้ากลัวความลับจะรั่วไหลละก็… เขียนแล้วฉีก แช่น้ำ แล้วเหยียบซ้ำเสียเลยก็ไม่แปลกอะไร
(1.2). smile, sit up and act happy = ยิ้ม นั่งลง แล้วทำตัวให้มีความสุข
• ถึงใจจะทุกข์ แต่ถ้าอยากให้มีความสุขก็ต้องลงมือทำดู เริ่มจากยิ้ม 2-3 วินาที นั่งตัวเกือบตรง ทำตัวให้ร่าเริง,
• อย่าทำตัว “ไหลห่อ-หลังงุ้ม-กุม…-คอตก (โปรดเติมคำในช่องว่าง + ห้ามคิดมาก)” แล้วความสุขมันจะค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาเอง
(1.3). buy experiences, not things = ซื้อประสบการณ์, อย่าซื้อของ
• การไปช็อปปิ้งทำลายความเศร้า สร้อย หงอย เหงาดูเหมือนดี แต่ผลการศึกษาพบว่า คนเราจะรู้สึกดีขึ้นกว่านั้นมาก… ถ้าหยุดช็อป
• เก็บสตางค์ไปเที่ยว ศึกษาหาความรู้แบบที่ชอบ ฟังเพลงนอกบ้าน ออกไปเดินกับน้องหมา หรือหาอาหารสุขภาพสักมื้อกับเพื่อนที่รู้ใจ
• การ ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า หรือเครื่องใช้ไม้สอยใหม่ๆ มักจะทำให้คนเรารู้สึกดีขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็เหี่ยวลงไปอีก ไม่เหมือนประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ไปเที่ยวในที่ที่ปลอดภัย ให้เวลากับเพื่อน หรือน้องๆ (แมว แมว ปลา ฯลฯ) แบบนี้ทำให้มีความสุขนานกว่า

(2). Become Persuasive = ทำตัวให้ถูกชักจูงไปในทางที่ดี (น้อมไปสู่กระแสแห่งความสุข)

(2.1). take centre stage = อยู่ตรงกลาง
• การ ศึกษาที่ผ่านมาพบว่า คนสำคัญมักจะนั่งอยู่ตรงกลางมากกว่าอยู่ริมๆ, ถ้าอยากจะหาเพื่อน หาคู่ หรือหาคนที่รู้ใจ… ให้นั่งตรงกลางไว้ก่อน, ถ้าอยากอยู่แบบเดิมๆ ให้นั่งที่เดิม ให้ไกลแสนไกลจากผู้คน
(2.2). ask for a favour = ขอความช่วยเหลือ
• การศึกษาพบว่า คนที่กล้าออกปากขออะไรเล็กๆ น้อยๆ ในรูป “ขอความช่วยเหลือ” มักจะเป็นที่ประทับใจของผู้ให้
• ที่ สำคัญคือ ให้ขอความช่วยเหลือ “เล็กๆ”, อย่าไปขออะไรมากเกิน บ่อยเกิน หรือไปขอของที่คนอื่นแสนหวง เพราะนั่นจะทำลายมิตรภาพแทบจะในทันที
(2.3). make mistakes = ทำผิดเล็กๆ
• คนเกือบทั้งหมดไม่ชอบ “คุณสมบูรณ์แบบ (perfection)” เช่น คนสวย หล่อ หรือดูดีไปหมดจากปลายผมจรดส้นเท้า ฯลฯ
• การกล้าทำอะไรผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ดูเป็นผู้เป็นคน (make your more human) และดูเป็นคนอบอุ่น (warmer) มากขึ้น
• ถ้าจะให้ดูดีขึ้น… ทำผิดนิดๆ แล้วต้องกล้า “ขอโทษ” ด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ชอบคำ “ขอโทษ”
• และที่สำคัญ คือ อย่าทำผิดเรื่องใหญ่ๆ หรือทำผิดเล็กๆ บ่อยเกิน เช่น ปล่อยให้รังแคร่วงลงบนไหล่เกิน 10 จุด ฯลฯ ในเวลาสำคัญ
(2.4). gossip positively = ซุบซิบอย่างสร้างสรรค์ (เชิงบวก)
• การ ศึกษาพบว่า ผู้ฟังมีแนวโน้มจะมองคนนินทาว่า “เป็นพวกเดียวกัน(กับคนถูกนินทา)” เลยเช่น มองคนที่ชอบนินทาความล้มเหลวของคนอื่นว่า เป็นพวกที่ล้มเหลวในชีวิตคล้ายๆ กัน ฯลฯ
• ทาง ที่ดีคือ ซุบซิบอย่างสร้างสรรค์ (เชิงบวก) โดยทำเรื่องการทำดี ความสำเร็จ หรือความคิดสร้างสรรค์ของคนๆ หนึ่งไปบอกต่อคนอื่น… แล้วคนฟังจะเริ่มมองว่า คุณเป็นคนดีแบบนั้นเหมือนกัน
• ที่สำคัญคือ การซุบซิบอย่างสร้างสรรค์มีส่วนทำให้คนเรามีความสุขเดี๋ยวนั้นทันที ไม่เหมือนการนินทาใส่ร้ายที่จะทำลายทุกฝ่ายไปอีกนาน
(2.5). dine out = ออกไปกินข้าวนอกบ้าน
• อาหารดีๆ มักจะทำให้คนที่กินข้าวด้วยกันรู้สึกดีๆ… ถ้าอยากรู้จักเพื่อน หรือคนที่รู้ใจก็ควรกล้าออกไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง
• แม้ แต่คนที่แสนจะพิถีพิถันเรื่องสุขภาพ… ถ้าเตรียมอาหารไปกินนอกบ้านบ้างก็ยังทำให้โอกาสรู้จักใครต่อใครมากขึ้น มากกว่ากินข้าวที่บ้านทุกมื้อ และทุกวัน

(3). Get Motivated = สร้างแรงจูงใจ

(3.1). quit fantisising = หยุดฝันกลางวัน
• การ ศึกษาพบว่า การฝันกลางวันทำให้ฝันนั้นๆ มีโอกาสเป็นจริงน้อยลง ทางที่ดีกว่า คือ หยุดฝันกลางวัน แล้วมองว่า จะทำอย่างไรให้ฝันกลายเป็นจริงให้ได้ทีละน้อย
(3.2). make plans = วางแผน
• ผล การศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้แผนการประสบความสำเร็จได้มีอยู่ 6 ปัจจัยได้แก่ (1). เขียนลงไป (เป็นลายลักษณ์อักษร), (2). บอกเพื่อนๆ หรือคนที่ไว้ใจได้ (ว่าจะทำ), (3). ทำตารางเวลาว่า จะทำอะไรก่อน-หลัง, …
• (4). แบ่งงานเป็นขั้นเป็นตอน, ให้รางวัลตัวเองทุกขั้นตอนที่ทำสำเร็จ, และ (5). เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ประโยชน์ที่ได้จากเป้าหมายนี้คืออะไร
(3.3). sieze the day = เริ่มต้นวันนี้
• สำหรับ นักผลัดวันประกันพรุ่ง… ผลการศึกษาพบว่า ถ้าเริ่มต้นทำเสียแต่วันได้ โดยรีบทำเรื่องที่ไม่อยากทำให้ได้ 2-3 นาทีแรก ตรงนั้นจะยากที่สุด
• เมื่อทำ 2-3 นาทีแรกได้… จะรู้สึกราวกับทำสำเร็จไปกว่าครึ่ง และทำส่วนที่เหลือเสร็จได้ภายในเวลาไม่นาน
• เพราะ ฉะนั้นถ้าจับได้ว่า ตัวเราเป็น “นักวิ่งผลัดฯ” ควรรีบทำตัวให้เป็นนักวิ่งผลัดคนแรกในทีม (starter) หยุดฝัน แล้วฝืนทำไปให้ได้ 2-3 นาที หลังจากนั้น… งานจะง่ายขึ้นแยะเลย
(3.4). write your own eulogy = เขียนคำสดุดีตัวเอง (เป็นคำกล่าวสรรเสริญที่ใช้ในงานศพ)
• ลองเขียนคำสดุดีตัวเอง จดลงไปว่า คุณอยากได้ยินคำสดุดี หรือคำกล่าวเกียรติคุณว่า คุณประสบความสำเร็จอะไรบ้างในงานศพ
• การจด ‘jot down (‘jot’ / “จ๊อท - t(ท) = จด)” งานเขียนบทนี้จะทำให้ความปรารถนาของคุณ “ตกผลึก (crystalise)” และจะจูงใจให้ปรารถนาที่ดีงามประสบความสำเร็จ
(4). Lose Weight = ลดน้ำหนัก

(4.1). eat fast, then slow down = กินเร็วๆ, แล้วกินให้ช้าลง
• การ ศึกษาพบว่า คนที่กินด้วยความเร็วปกติ (ไม่ใช่กินช้าๆ) ในครึ่งแรก (ของมื้อ) แล้วลดความเร็วลงเหลือ 1/2 ในครึ่งหลัง (ของมื้อ)… ลดความอยากอาหาร และลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่กินช้าๆ ตั้งแต่แรก
(4.2). throw away the big plates = ทิ้งจานใบใหญ่ๆ ไป
• ทิ้ง จานและอุปกรณ์กินข้าว เช่น ส้อม ช้อน ฯลฯ ขนาดใหญ่ไป หรือจะบริจาคให้ใครก็ได้… การศึกษาพบว่า คนที่กินข้าวจานเล็กกว่า มีเอวเล็กกว่า
(4.3). put a mirror in the kitchen = ติดกระจกไว้ในครัว
• คนที่มองเห็นภาพสะท้อนตัวเองก่อนกิน มักจะกินน้อยลง
• ถ้าวิธีนี้ใช้ได้ผลกับคุณ… อย่าลืมติดกระจกไว้อีกบานที่ห้องกินข้าว และพกติดตัวไว้ดูหน้าก่อนกินอะไรทุกครั้ง
(4.4). say no to TV dinners = ปิด TV กินข้าว
• คนที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน (อาหาร) มัวแต่ดู TV, ฟังโน่นฟังนี่, หรือทำอะไรไปด้วยกินไปด้วย มักจะกินมากขึ้น
(4.5). keep a food diary = จดไดอารีอาหาร
• คน ที่จดไดอารีอาหารทุกอย่างมีแนวโน้มจะลดน้ำหนักได้มากเป็น 2 เท่าของคนที่ไม่จด เนื่องจากข้อมูลนำไปสู่ความรู้ ความรู้นำไปสู่ความเข้าใจ ความเข้าใจนำไปสู่พฤติกรรมที่ดีขึ้นได้
(5). Get Ahead = ก้าวไปข้างหน้า

(5.1). work alone = ทำงานคนเดียว
• การศึกษาจำนวนมากพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากการทำงานเป็นกลุ่ม การพบปะ (meetings) หรือการระดมสมอง (brainstorming) เสมอไป
• ความ คิดสร้างสรรค์ส่วนใหญ่เกิดเมื่อคนเราอยู่คนเดียว และอยู่กับ ‘3B’ ได้แก่ ‘bus’ = รถเมล์ (= เดินทางท่องเที่ยว หรือไปในที่แปลกใหม่), ’bath’ = อาบน้ำ (= เวลาอาบน้ำ หรือทำอะไรที่สดชื่น), ‘bed’ = เตียง (= เวลาตื่นนอนใหม่ๆ หรือหลังพักผ่อนเต็มที่)
(5.2). buy a plant = ซื้อต้นไม้
• การศึกษานาน 8 เดือนรายงานหนึ่งพบว่า การเพิ่มจำนวนต้นไม้ในสำนักงาน ทำให้คนทำงานได้ไอเดีย หรือข้อคิดใหม่ๆ มากขึ้น 15%
(5.3). pull = ดึง
• เทคนิค หนึ่งในการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ คือ ให้นำเรื่องนั้นมาไว้ใกล้ๆ ตัว กลไกที่เป็นไปได้ คือ คนเรามักจะดึงเรื่องที่เราชอบมาไว้ใกล้ตัว ดันเรื่องที่เราไม่ชอบออกไปไกลตัว
• ตัวอย่าง การนำเรื่องนั้นๆ มาไว้ใกล้ตัว เช่น หากระดานเขียนเตือนว่า วันนี้-อาทิตย์เรากำลังจะสร้างสรรค์เรื่องอะไร, หากระดาษ-ดินสอหรือปากกาไว้ใกล้ตัวเสมอ มีไอเดียอะไรดีๆ จะได้รีบจดทันที ฯลฯ
(5.4). a welcome distraction = เว้นวรรคให้เป็น
• ผล การวิจัยพบว่า ถ้าแก้ปัญหาอะไรไม่ได้… ให้เว้นวรรค หรือหยุดพักสักครู่ เช่น ออกไปเดิน 5 นาที + ขึ้นลงบันได 1 ขั้น + ล้างมือก่อน แล้วล้างหน้าล้างตา + เดินตากลมสักพัก ฯลฯ มักจะทำให้หาทางออกได้ดีกว่าลุยไปเรื่อยๆ ทั้งที่แสนเหนื่อยและเพลีย
• บาง คนคิดหาทางแก้ปัญหาไม่ออก… พอได้ไปนอนหรืองีบสักพัก คิดออกก็มีมากไป เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกกระดาษ ปากกา ดินสอ หรือเครื่องบันทึกเสียง (พูดแล้วบันทึกไว้) ติดตัวเสมอ ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกเสียงก็ได้นี่
(5.5). lighten up = เครียดไปก็พักเสีย
• สมอง เราแทบจะหยุดความคิดสร้างสรรค์ หรือแก้ปัญหาเมื่อความเครียดสูงเกิน… ควรหาทางลดความเครียดลง เช่น คุยเรื่องขำๆ กัน ฯลฯ แล้วกลับไปทำงานใหม่
• หน่วย งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือต้องการปั้นไอเดียออกมามากๆ น่าจะมีห้องอาบน้ำ ห้องนอนช่วงสั้นๆ (งีบ) ห้องออกกำลัง หรือห้องที่มองเห็นสวนสารพัดสี เพราะจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น
(5.6). talk pets = คุยกันเรื่องน้อง (หมา แมว ปลา ฯลฯ)
• ถ้า อยากรู้จักบุคลิกภาพคนอื่นแบบเร็ว ให้ถามว่าชอบเลี้ยงอะไร… คนชอบน้องปลามักจะเป็นคนที่มากไปด้วยความสุข; คนชอบน้องหามักจะเป็นคนสนุกสนานร่าเริง;
• คน ชอบน้องแมวมักจะเป็นคนที่เชื่อถือได้-ไว้ใจได้ แต่อ่อนไหว (ต่อความรู้สึก); คนชอบน้องเลื้อยคลาน (สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ฯลฯ) มักจะรักอิสรภาพ และเป็นตัวของตัวเองแบบสุดๆ ไปเลย

(6). Deal With stress = จัดการกับความเครียด

(6.1). Don’t punch a pillow = อย่าทุบหมอน
• การทุบตี ด่าว่าสิ่งไม่มีชีวิต เช่น หมอน ฯลฯ ไม่ได้ทำให้อะไรๆ ดีขึ้น แถมความเครียดมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วย
(6.2). listen to Beethoven = ฟังบีโธเฟน
• ไม่ ว่าจะเครียดหรือรู้สึกเหมือนจะคลั่ง อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ให้ฟังเพลงคลาสสิค (เพลงบรรเลง) มีการศึกษาพบว่า เพลงคลาสสิคทำให้ความดันเลือดลดลงได้
(6.3). stand in the sun = ยืนอาบแดด
• การออกไปรับแดดอ่อนๆ ตอนเช้า (ก่อน 8.30 นาฬิกา) หรือตอนเย็น (หลัง 16.30 นาฬิกา) 10-15 นาที/วัน ช่วยให้อารมณ์และความจำดีขึ้น
• และ จะดีขึ้นมากถ้าหาเรื่องออกกำลังไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน เดินเร็ว เดินขึ้นลงบันได เดินถือตุ้มน้ำหนักหรือถังรดน้ำต้นไม้ (เลือกแบบที่จับใหญ่ จับแล้วไม่เจ็บมือ ใส่น้ำตามความแข็งแรง) หรือเดินไปบีบคลายลูกบอลหรือที่บีบมือ (hand grips) ไป
• หรือจะฝึกไทเกก-ไทชิ รำกระบองชีวจิต มวยจีน โยคะ พร้อมรับพลังจากสุริยเทพ (พระอาทิตย์) เลยยิ่งเท่
(6.4). laugh = หัวเราะ
• คน ที่มีอารมณ์ขันมักจะมีระบบภูมิต้านทานดีกว่า เช่น เป็นหวัดน้อยกว่า ฯลฯ แถมยังมีโอกาสเป็นโรคหัวใจกำเริบ สโตรค (กลุ่มหลอดเลือดแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต) ลดลง 40%
• คนที่มีอารมณ์ขันทนความเจ็บปวดได้มากกว่า โดยเฉพาะทนการทำฟันได้ดี และมีชีวิตยืนยาวขึ้นถึง 4.5 ปี
(6.5). get a dog = เลี้ยงน้องหมา
• น้องหมาทำให้เจ้าของทนความเครียดได้มากขึ้น รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ซึมเศร้าน้อยลง
(6.6). pray = สวดมนต์
• การศึกษาพบว่า การสวดมนต์ให้คนอื่น (ส่งความปรารถนาดี เช่น เมตตา ฯลฯ ออกไป) ให้ผลดีมากกว่าการสวดมนต์ให้ตัวเอง
• การศึกษาอีกรายงานหนึ่งพบว่า คนที่สวดมนต์ให้คนอื่นเป็นประจำ มีความวิตกกังวล (เครียด) เรื่องเงินๆ ทองๆ น้อยลง
(6.7). road rage = อย่าขับรถแบบเดือดดาล
• คนที่ขับรถใจร้อน เดือดดาล (โมโห) ในเรื่องขับรถง่าย เพิ่มเสี่ยงอุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท และอัมพาตจากความดันเลือดสูง
• วิธี หนึ่งที่จะช่วยให้ใจเย็นลงเวลาขับรถ คือ อย่าฟังข่าวเครียดๆ เช่น ข่าวการเมือง ข่าว 3 จังหวัดภาคใต้ ฯลฯ พาเพลงประเภทเบาๆ สบายๆ ขับไปร้องคลอไป แล้วจะพบว่า เสียงร้องเพลงบนรถก้องกังวล (echo / เอคโค) น้องๆ การร้องเพลงในห้องน้ำเลย
• หรือถ้าต้องการความสงบ สันติ และเมตตายิ่งกว่านั้น… ให้หาแผ่นสวดมนต์มาไว้ประจำรถ แล้วสวดมนต์ไปเรื่อยๆ

(7). find a partner = หาคู่

(7.1). the power of touch = อานุภาพแห่งการสัมผัส
• ถ้าคุณหาคู่ดีๆ ได้… การกอดนานๆ หน่อย แล้วหาพูดแบบกระซิบ หรือเล่าเรื่องโจ๊กกันเบาๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ
• ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องตกใจ… กอดหมอน หรือกอดน้อง (หมา แมว ฯลฯ) ไปพลางก่อนได้
(7.2). be a mirror = เป็นกระจกให้กันและกัน
• การ ทำอะไรให้คล้าย “คนพิเศษ” ช่วยสร้างความประทับใจได้ เช่น เมื่อฝ่ายหนึ่งโน้มตัวเข้าหา อีกฝ่ายหนึ่งก็ควรทำคล้ายๆ กัน ฯลฯ การขยับแขนหรือขาก็ควรทำตามๆ กันบ้าง เช่น ฝ่ายหนึ่งไขว้ขาก็ไขว้ตามกันบ้าง
(7.3). do something scary = ทำให้ตกใจกันบ้าง
• การ ศึกษาพบว่า เวลาคนอยู่ใกล้กัน… หัวใจใครเต้นเร็วกว่ามักจะหาคู่ได้ก่อน คู่ที่คบกันได้เร็ว (การศึกษาในฝรั่ง) มักจะทำอะไรที่กระตุ้นหัวใจกันมากหน่อย เช่น ชวนกันไปดูหนังผี ไปนั่งรถไฟเหาะ (ควรระวังความปลอดภัยด้วย) ชวนกันไปเดินขึ้นเขา (เผื่อจะมีอะไรให้อีกฝ่ายตกใจ) ฯลฯ
• แบบนี้เรียกว่า “ตื่นเต้นไว้ก่อน พ่อสอนไว้”

(8). Stay passionate = เติมเชื้อไว้ อย่าให้ไฟมอด

(8.1). try new things = ลองอะไรใหม่ๆ
• หาอะไรที่แปลกใหม่ทำด้วยกัน เช่น ไปเที่ยวที่ใหม่ (ควรระวังความปลอดภัยด้วย) ฯลฯ
(8.2). stay positive = มองโลกในแง่ดี
• ความ สัมพันธ์ในระยะยาวมักจะมาจากการมองโลกในแง่ดี เช่น ถ้าฝ่ายหนึ่งชวนคุย ไม่ควรจะตอบห้วนๆ คำเดียว เช่น ถาม… ตอบ “อือม์” คำเดียวจบ แล้วเงียบ
• ทาง ที่ดีคือ ใช้สูตร ‘5W1H’ (what,where,when,why,who + how = อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม ใคร + อย่างไร) ช่วยตอบให้ยาวขึ้น เช่น ถาม… ตอบ “เรื่องนี้เป็นอย่างไร (what) หรือ… เล่าให้ฟังหน่อยสิ” แล้วรับฟัง
• มิตรภาพ ที่ดีมักจะเกิดจากคำชมที่มาจากใจจริง เช่น ชอบจังที่คุณกอดนานๆ แบบนี้ ฯลฯ หรือชมการกระทำ เช่น กับข้าวจานนี้เยี่ยมไปเลย (ไม่ต้องบอกว่า อร่อยเพราะผงปรุงรส หรือผงซุปยี่ห้อไหนอะไรทำนองนี้ให้เสียความรู้สึก) ฯลฯ [ hubpages ]

(8.3). but = แต่
• ถ้าจะชม… ไม่ต้องมี “แต่” เช่น โอ้โห… กับข้าวจานนี้อร่อยจึง แต่คุณอีกจานกินไม่ได้เลย” ฯลฯ แบบนี้ไม่พูดดีกว่า
• ถ้า จะติ… แบบนี้ควรมี “แต่” เช่น กับข้าวจานนี้ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ที่เหลืออีก 4 จานอร่อยมากๆ เลย ไม่ใช่คุณทำไม่เก่งนะ นี่อาจเป็นเพราะคนเราชอบไม่เหมือนกัน”
• ถ้าจะคบกันให้นาน… ควรชมกันให้ได้ทุกวัน ตินั้นนานๆ ครั้งก็เกินพอแล้ว
(8.4). keep your partner in mind = ถนอมเนื้อคู่ไว้เสมอ
• เก็บ ความทรงจำดีๆ ไว้ ไม่ว่าจะเป็นแหวน ภาพถ่าย หรืออะไรที่อีกฝ่ายหนึ่งให้ วางไว้ในที่ที่เหมาะสม เพื่อรักษาความรู้สึกดีๆ กันไว้ให้นาน

(9). Be Decisive = เด็ดเดี่ยว ไม่โลเล

(9.1). trust your instincts = เชื่อสัญชาตญาณ
• เมื่อ จะต้องตัดสินใจปัญหาที่ซับซ้อน ให้หาข้อมูล ปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่ดี และหาเวลาเงียบๆ ถามสัญชาตญาณของเราก่อนตัดสินใจดูบ้าง
• การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ นั้น… ไม่ควรตัดสินใจก่อน 7 วัน หรือดีกว่านั้นก่อน 14 วัน
• เวลา ตัดสินใจเรื่องใหญ่ อย่าตัดสินใจจากรายละเอียดยิบย่อยเป็นร้อยๆ ปัจจัย, ให้ตัดสินใจจากประเด็นสำคัญใหญ่ๆ ซึ่งมักจะมี 2-3 ประเด็นหลัก
• เรื่อง ที่ไม่ควรลืมเลย คือ อย่าเล่นการพนัน ไม่จำเป็น-อย่าก่อหนี้ ถ้าจำเป็น… อย่าก่อหนี้เกินตัว อย่าก่อหนี้นอกระบบ และอย่าไปค้ำประกันหนี้คนอื่น

(9.2). say yes = ตอบได้ ใช่เลย
• คน เรามักจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นให้ฝึกเป็นฝ่าย ‘will do’ = “จะทำ” เสมอ เพื่อให้โอกาสดีๆ มีทางเข้ามาสู่ชีวิตของเรา
• ถ้า มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ที่ปลอดภัย… ควรไป ก่อนไปศึกษาหาข้อมูลให้พร้อม เตรียมกล้องดิจิตอลไว้ เผื่อจะมีโอกาสเขียนเรื่องเล่า เช่น เขียนบล็อก นำวิดีโอขึ้น Youtube ฯลฯ
• ไม่ ว่าจะไปไหน… อย่าลืมของฝากคนที่บ้าน โดยเฉพาะไม่ว่าจะได้ดีอะไร ให้คิดถึงแม่ถึงพ่อไว้ หาของฝากคุณแม่คุณพ่อเสมอ แล้วชีวิตจะไม่ตกต่ำ

(10). Be a great parent = เป็นคุณแม่ (หรือคุณพ่อ) ที่ยิ่งใหญ่

(10.1). Choose the right name = เลือกชื่อลูกให้ถูกต้อง
• อาจารย์ ไวส์แมนแนะนำว่า การตั้งชื่อลูกให้ดีมีความสำคัญต่ออนาคตมาก ชื่อที่ฝรั่งนิยม เช่น ถ้าต้องการความสำเร็จและสติปัญหา… ควรเป็นชื่อ ‘James, Elizabeth’;
• ชื่อ ผู้หญิงที่นุ่มนวล ควรลงท้ายด้วยเสียง ‘ee’ เช่น Sophie, Lucy ฯลฯ; ชื่อผู้ชายที่เซ็กซี่ ควรเป็นชื่อสั้นๆ และเสียงแข็งๆ หน่อย เช่น Jack, Ryan ฯลฯ
• ชื่อที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในทัศนะของอาจารย์ไวส์แมน คือ Lisa, Brian

(10.2). praise effort, not ability = ยกย่องความพยายาม ไม่ใช่ความสามารถ
• การ ศึกษาพบว่า การกล่าวชมความสามารถ หรือความสำเร็จของเด็กบ่อยๆ เช่น “เก่งจังที่สอบได้ที่ 1″ ฯลฯ มักจะส่งผลเสียในระยะยาว โดยจะทำให้เด็กไม่ทนต่อชีวิตที่ผิดหวัง หรือพลาดพลั้ง และมีความคิดสร้างสรรค์ต่ำ
• เด็ก ที่ถูกชมเรื่องความสามารถแบบนี้บ่อยๆ อาจจะเครียดง่าย เป็นคนจมไม่ลง และผิดหวังรุนแรงเมื่อพลาดจากความสำเร็จครั้งต่อๆ ไป เนื่องจากเด็กมักจะรู้สึกว่า พ่อแม่รักเขาหรือเธอที่ “ความสำเร็จ” ไม่ใช่ “ความรักที่จริงใจ”
• ตัวอย่างเด็กที่ได้รับคำชมความสำเร็จพบได้บ่อยในเด็กที่ฆ่าตัวตาย เช่น สอบได้เกรดไม่ดี ฯลฯ นี่เพราะทนต่อความผิดหวังไม่ได้
• การชมเด็กควรชมที่ความพยายาม เช่น “เทอมนี้ขยันมากๆ เลย จะสอบได้เท่าไรก็สบายใจได้ เพราะได้พยายามเต็มที่แล้ว” ฯลฯ
• การ ฝึกให้เด็กๆ เรียนรู้ทั้งจากความพ่ายแพ้และชัยชนะเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่น ให้โอกาสเด็กได้เข้าร่วมการแข่งกีฬากันทั้งครอบครัว และฝึกมองเรื่องพ่ายแพ้เป็นเรื่องตลก หรือธรรมดาของชีวิต ฯลฯ ซึ่งจะเป็นวัคซีนขนานสำคัญต่อไปตลอดชีวิต
• พ่อ แม่ที่ดีควรกล้าเล่าเรื่องผิดพลาดของตัวเองให้เด็กๆ ฟังบ้าง ไม่ใช่เล่าแต่เรื่องความสำเร็จ เช่น ไม่ควรเล่าว่า “พ่อสอบเข้าอนุบาลได้ที่ 1, ประถมฯ ได้ที่ 1, มัธยมฯ ได้ที่ 1, สอบแพทย์ได้ที่ 1, สอบทุนไปนอกได้ที่ 1, ไปเมืองนอกสอบได้ที่ 1, ฯลฯ”
• ควร เล่าทั้งเรื่องประสบความสำเร็จ และเรื่องล้มเหลวให้เด็กๆ ฟัง เช่น “แม่สอบได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เล่นบาสเกตบอลก็ไม่เก่ง เป็นตัวสำรอง แต่ถ้าวิ่งจะเก่งหน่อย แม่ถือหลักว่า พยายามให้เต็มที่ ได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น”

(10.3). avoid threats = หลีกเลี่ยงการข่มขู่
• มี คำกล่าวว่า “ความรุนแรงมักจะต่อด้วยความรุนแรง” เปรียบคล้ายแรงดันที่เก็บกดไว้ รอวันระเบิดหรือรอวันแตกออกมาคล้ายแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด
• การลงโทษอาจได้ผลดีหน่อยในสมัยหิน หรือสังคมเกษตร ซึ่งชีวิตมักจะเป็นแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไปได้คราวละหลายสิบปี
• ยุค นี้เป็นยุคที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงเร็ว งานสมัยใหม่ต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม ดีไซน์ หรือการค้นคว้าวิจัย ทำให้การใช้แรงจูงใจด้านบวกได้ผลดีกว่า

(11). Know Yourself = รู้จักตัวเอง

(11.1). all thumbs = เป็นหัวแม่มือกันทุกคน
• คน แต่ละคนมีสมอง 2 ซีกเด่นไม่เท่ากัน… สมองซีกขวาเด่นทางสร้างสรรค์ ศิลปะ การออกแบบ ดีไซน์ ไอเดีย ศิลปิน ดารา นักกีฬา ช่างศิลป์, สมองซีกซ้ายเด่นทางด้านคิดคำนวณ ตรรกะ คอมพิวเตอร์ วิชาการ
• ขั้น แรกคือ ควรหาทางเรียนรู้ให้ได้ว่า เราเด่นทางไหน ด้อยทางใด เพื่อเลือกการศึกษาเล่าเรียน การงาน และแบบแผนการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเรา
• อาจารย์ ไวส์แมนแนะนำให้ลองนำมือ 2 ข้างมาไว้ใกล้กัน ประสานกัน (interlock) ให้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งอยู่เหนืออีกหัวแม่มืออีกข้างหนึ่ง ทำแบบที่คุณถนัด
• คนที่วางหัวแม่มือข้างขวาเหนือข้างซ้ายมักจะเป็นพวกสมองซีกซ้ายเด่น พวกนี้ชอบทำงานวิเคราะห์เจาะลึก วิจัย ค้นคว้า วิชาการ
• ตรง กันข้ามคนที่วางหัวแม่มือข้างซ้ายเหนือข้างขวามักจะเป็นพวกสมองซีกขวาเด่น เก่งทางด้านความคิดสร้างสรรค์ หาไอเดียใหม่ๆ ออกแบบหรือดีไซน์ ช่างศิลป์


ไม่ว่าเรา จะเป็นใคร เก่งหรือไม่เก่งแค่ไหน… ถ้าอยากมีความสุข ให้ถือหลัก ‘Be good, Be you, Be yourself.’ = “เป็นคนดีพอสมควร (เช่น ไม่คด ไม่โกงใคร ฯลฯ), เป็นแบบที่เราเป็น (เช่น หัดพอใจในความดีบ้างร้ายบ้างของเรา แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนแก้ไขไปทีละน้อย ฯลฯ), …
และเป็นตัวของเราเอง อย่าพยายามเป็นแบบที่คนอื่นเป็น เพราะนั่นไม่ใช่เรา

ถ้าอยากให้ตัวเรามีบุคลิกดี และมีความสุข… อย่านำตัวเราไปเปรียบเทียบ แล้วชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น
ถ้าอยากให้เด็กๆ มีความสุข… อย่าเปรียบเทียบพี่กับน้อง หรือเทียบเด็กคนหนึ่งกับอีกคน


ถ้าอยากให้คนดีสนใจเรา … เราต้องมีดีก่อน เพราะคนดีๆ มักจะเลือกคบคนดีด้วยกัน การก้าวเข้าสู่กระแสแห่งมิตรภาพกับคนดีๆ เริ่มต้นที่ตัวเรามีดี แล้วคนดีๆ จึงจะสนใจเรา
ถึงตรงนี้… ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ภาวะผู้นำ (Leadership) โดย สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์

ภาวะผู้นำ (Leadership) โดย สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์